lopburiguide.com
 
  lopburiguide.com
  The different of Information

   


                      ย้อนวันวาน...แม่น้ำลพบุรี
                   การสัญจรบนสายน้ำที่จางหาย...

  
  About Lopburi- Art-Culture-map and Way
  e-mail : VRpatour@hotmail.com

 
 
       For English       VRpatour.com       เว็บไซต์ในจังหวัด       ศิลป-วัฒนธรรม       ดนตรี-กีฬา       แผนที่-เส้นทาง       ข้อมูลเชิงวิชาการ       เกี่ยวกับเรา       
 
 
 
 
 
 



     พื้นที่โฆษณา
 
              
 
     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
               แม่น้ำลพบุรีบรรจบแม่น้ำบางขามบริเวณหน้าวัดพรหมาสตร์
 
     
 
                 แม่น้ำลพบุรีเป็นแม่น้ำที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลม่วงหมู่
     อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรีไหลผ่านจังหวัดลพบุรีมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก
    ที่อำเภอเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีความยาวประมาณ 85 กิโลเมตร
 
ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของการสัญจรด้วยเรือที่เริ่มจางหายไป
จากลำน้ำลพบุรีที่ในอดีตที่เคยคราคร่ำไปด้วยจำนวนเรือมากมาย
หลากหลายรูปแบบ กระทั่งในวันนี้แทบไม่เห็นแม้กระทั่ง
เรือแจวพื้นบ้านเลย สิ่งที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่
คงมีแต่เรือนแพที่ลอยลำกับยอที่เป็นเครื่องมือหาปลา
ของชาวบ้านริมสองฝั่งคลองเท่านั้น  

ประมาณพ.ศ. 2505-2510 ใครที่มีีวัยเด็กในช่วงนั้นคงสนุกสนาน
กับการดำผลุดดำว่ายในแม่น้ำแห่งนี้
เรือบรรทุกข้าวที่ลากจูงยาวต่อกันหลายลำท้าทายชวนให้เด็กๆ
ที่กำลังเล่นน้ำกลุ่มใหญ่ต่างที่จะโผเข้าไปเกาะเกี่ยวเรือ
ที่ลาดจูงกันมา ในขณะผู้ที่อยู่บนเรือต้องคอยถือไม้
มาไล่เด็กๆให้ไกลพ้นจากแนวลากจูงด้วยเกรงอุบัติเหต
ุและความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันคงเป็นความยุ่งยาก
รวมทั้งการหาผู้รับผิดชอบด้วยเช่นกัน 


ในอดีตถนนจากศาลพระกาฬผ่านบ้านวิชาเยนทร์ ตรงไป
จะเป็นทางเทลาดลงไปสู่แม่น้ำลพบุรี(ปัจจุบันบริเวณตรงข้ามศาลลูกศร)
ด้านซ้ายของทางเทลาดลงแม่น้ำมีตรอกโรงยา(โรงยาฝิ่น )
ละแวกนั้นมีท่าเรือเขียว-ท่าเรือแดง สำหรับเดินทางเข้ากรุงเทพ
ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณเชิงสะพานที่จะข้ามไปวัดพรหมาสตร์
 
เรื่องของเรือเขียว-เรือแดงนี้ได้มีการกล่าวไว้เกี่ยวกับ
เรือสำเภาของจีนซึ่งมีระเบียบไว้ว่า 
หากเป็นสำเภาของจีนฮกเกี้ยนให้ทาหัวเรือสีเขียว
ส่วนสำเภาของชาวแต้จิ๋วให้ทาหัวเรือสีแดง

อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่เพียงใด
กับเรื่องสีของท่าเรือเขียว-เรือแดงที่ลพบุรีนี้  

มีผู้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่ลพบุรีไม่มีโรงน้ำแข็ง
ก็ต้องนำน้ำแข็งล่องเรือขึ้นมาจากกรุงเทพฯ กลบด้วยขี้เลื่อย /แกลบ
ตลอดจนเพื่อนๆที่มีภูมิลำเนาอยู่แถว อ.บ้านแพรกซึ่งเป็นเขตติดต่อ
อยุธยากับลพบุรี เล่าให้ฟังว่าการเดินทางด้วยเรือในสมัยนั้น
เพื่อที่เข้ามาเรียนในตัวจังหวัดลพบุรีต้องใช้เวลาการเดินทาง
นานนับชั่วโมงทีเดียว...
 
 
 
 
               ระยะถัดมาเมื่อวันที่เรือเขียว-เรือแดงเริ่มหยุดวิ่งลง การเดินทางด้วยเรือก็ยังคงมีอยู่
   ยังคงมีมีเรือหางยาวและเรือสองตอนวิ่ง โดยเรือหางยาวทั่วไปจะจุผู้โดยสารประมาณ 8-12 คน
   ส่วนเรือสองตอนนั้นจะคล้ายกับเรือหางยาวแต่สั้นกว่ามีที่นั่งสองตอน
   นั่งได้ตอนละ 2 คนรวมผู้ขับเรือเป็น 5 คน    เครื่องยนต์ที่ติดบนเรือก็เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว
   ใช้เครื่องยนต์  JERO หรือ ROTAX  ยังไม่มีการนำเครื่องของรถยนต์ไปติดตั้งในเรือ
   ดังเช่นในปัจจุบัน


  วัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรีในตัวเมืองก็เช่นวัดพรหมาสตร์เลยขึ้นไปทางจังหวัดสิงห์บุรี
  ก็จะมี วัดมะปรางค์หวาน, วัดเทพกุญชร, วัดอัมพวัน, วัดกลาง,วัดโพธิ์ระหัต, วัดสิงห์ทอง,
  วัดทองแท่ง, และวัดสนามไชย เป็นต้น แต่ละวัดก็ห่างกันประมาณกิโลเมตรเศษ
  แม่น้ำลพบุรีส่วนนี้ก็จะคู่ขนานกับเส้นทางรถยนต์จากลพบุรีไปยังจังหวัดสิงห์บุรี
  ถนนสายลพบุรี-สิงห์บุรีในระยะ พ.ศ. 2510 ที่ยังคงอาศัยการเดินทางด้วยเรือ
  เพราะ รถประจำทางที่วิ่งในแต่ละวันมีจำนวนน้อย อีกประการหนึ่งคือ
  ยังไม่มีสะพานข้ามคลอง
ผู้ที่อาศัยอยู่อีกฝากหนึ่งของฝั่งคลองก็ต้องใช้
  เรือข้ามคลองอยู่ดี เช่นนี้เองเรือจึงยังคงเป็นนิยมอยู่ในช่วงนั้น....

    


             เวลาที่เหลือในวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นยุคสุดท้ายที่เราจะได้พบเห็นเรือสัญจร
  บนสายน้ำแห่งนี้ดังเช่นในอดีต
กระมัง?  ความคงอยู่ของแม่น้ำลพบุรีสายน้ำนี้
ี้  อาจถูกวัชพืชและโคลนตมสะสมจนตื้นเขินและกลายเป็นคูน้ำเล็กๆ  
  การอนุีัรักษ์พัฒนาดูแลปรับปรุงเพืื่อให้แหล่งน้ำที่เคยเลื่องลือชื่อแห่งนี้
  ให้เป็นแหล่งกำเนิดหอย ปู ปลา หรือสัตว์น้ำอื่นๆที่พอจะเป็นแหล่งอาหารของ
  คนพื้นบ้านในละแวกสองฝั่งคลองเพื่อยังคงภาพของวิถีท้องถิ่น
  ให้คงปรากฏอยู่และรอวันที่เหมาะสมกับการพัฒนาแม่น้ำสายนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
  ตลอดจนศึกษาวิถีชุมชนก็คงนับว่าเป็นเรื่องสมควรและเหมาะสม

            ดังนั้นแล้วความห่วงใย-หวงแหนและช่วยกันรักษาแม่น้ำสายนี้
เพื่อให้หล่อเลี้ยงชุมชนโดยทางตรงและทางอ้อมคงมิใช่เรื่องสูญเปล่าอย่างแน่นอน
การร่วมมือช่วยกันดูแลรักษาแม่น้ำลพบุรีสายนี้ให้สืบสถาพร
จึงอาจเปรียบเสมือนการได้ต่อชีวิตและลมหายใจของผู้คนในท้องถิ่นนี้เช่นกัน.....

  
                                       ทะรี.