lopburiguide.com
 
 
   
 
  lopburiguide.com
     
   

การละเล่นของชาวไทยในสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
 
ในจดหมายเหตุลาลูแบร์

มร.ลาลูแบร์ เป็นอัครราชทูตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  
ได้เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย
ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายร์มหาราช  
มาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1687
และเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อ
วันที่ 3 มกราคม 1688 
รวมเวลาที่ลาลูแบร์อยู่ในประเทศไทย
เพียง 3 เดือน กับ 6 วันเท่านั้นแต่ลาลูแบร์ได้ศึกษา
จดหมายเหตุที่มีผู้เขียนเกี่ยวกับประเทศตะวันออก
ก่อนที่จะออกเดินทางมาประเทศไทย
ทำให้มีความรู้เป็นพื้นฐานเดิมอยู่ก่อนและเมื่อ
นำมารวมกับประสบการณ์โดยตรงที่เขาได้รับ
ทำให้ลาลูแบร์สามารถเขียนจดหมายเหตุเกี่ยวกับ
ประเทศไทยไว้หลายด้านสำหรับเรื่องการแสดง
และการละเล่นของชาวไทยในยุคนั้นเป็นด้านหนึ่ง
ที่เขาได้เขียนไว้หลายประเภทเช่นกัน
แต่ในที่นี้จะอธิบายถึงเฉพาะบางประเภทคือ



การคล้องช้างหรือ "วิธีจับช้างเถื่อน"




นับเป็นกิจกรรมที่จำเป็นของชาติไทยในยุคที่
การศึกสงครามยังต้องใช้ช้างศึกและ
ในยามสงบชาวไทยได้ใช้ช้างเป็นพาหนะเดินทาง
ติดต่อกัน รวมทั้งการใช้แรงงานของช้าง
เข้าช่วยในการทำงาน

ในอดีตไทยเคยมี "นายโขลงขวาและโขลงซ้าย"
ทำหน้าที่ควบคุมช้างป่าเมื่อใดได้รับคำสั่งให้จับช้าง
นายโขลงทั้งสองจะต้องทำพิธีตามความเชื่อ
แล้วจึงออกไปปกช้างมารวมกัน ณ สถานที่ต้องการ
เมื่อถึงวันกำหนดต้อนโขลงช้างโดยใช้ช้างนำและช้างต่อ
ออกไปต้อนช้างที่มีขนาดตามที่ต้องการระหว่างทาง
ถ้าเกิดปั่นป่วนก็ใช้วิธีกล่องช้างตามถนัด
มีการทำคอกไว้ตามทางเป็นระยะๆถ้าไม่มีคอก
ก็ใช้ช้างนำล้อมกันเป็นวงกลม
จุดไต้เป็นระยะรอบวงนั้นเพื่อกันไม่ให้
ช้างแตกโขลงไป เมื่อต้อนมาถึงเพนียดแล้ว
ก็นำเข้าซองซึ่งเป็นคอกขังช้าง
ที่เพนียดจะมีผู้คนมาเฝ้าดูการคล้องช้าง
ลาลูแบร์ได้มีโอกาสชมการแสดงการคล้องช้างไทย
และบันทึกเหตุการณ์เตรียมสถานที่  
การต้อนช้างเข้าเพนียดการนำช้างเข้าซอง 
การใช้ช้างต่อ  การใช้เชือกบาศอย่างชำนาญ
และการทำให้ช้างเชื่อง
เพื่อนำไปใช้งานได้










การชนช้างศึก


เป็นการแสดงอีกอย่างหนึ่งของราชสำนักไทย
ที่ลาลูแบร์ได้มีโอกาสชมและบรรยายว่า 
ข้าพเจ้าได้เห็นช้างสองเชือกชนกัน 
ตีนหลังของช้างทั้งคู่นั้นถูกผูกเชือกพวนไว้
มีคนสยามหลายคนยึดหางเชือกพวน
และนอกจากนั้นยังมัดกระชับหางเชือก
เข้าไว้กับหลักอีกด้วยไว้ระยะห่างกัน
จนยากที่ช้างทั้งสองเชือกจะประสานงา
ในขณะที่เข้าปะทะกันได้ 
ช้างศึกแต่ละเชือกมีหมอควาญขี่ประจำคอยบังคับ
แต่พอปล่อยให้ช้างศึกเข้าสู้กันได้ 5-6 พัก
การชนช้างก็เป็นอันจบจัดช้างพังเข้ามาล่อ
แยกช้างศึกออกจากกันไป








การชนไก่

ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ไม่ได้กล่าวถึงการพนันชนไก่
กล่าวแต่ว่าชาวไทยนิยมการชนไก่มาก 
การชนไก่มักจะลงเอยด้วย
การตายของคู่ต่อสู้ตัวใดตัวหนึ่งเสมอ 
พระมหากษัตริย์ไทยจึงได้ทรงให้ออกประกาศ
ห้ามการชนไก่เสีย

เพราะพระสงฆ์เชื่อและกล่าวว่าเจ้าของไก่นั้น
จะได้รับการลงทัณฑ์ให้ปรภพด้วยการถูกเฆี่ยน
ด้วยฟากเหล็ก

นอกจากนี้ลาลูแบร์ได้บันทึกว่าไก่ที่กล้าหาญ
ไม่จำเป็นต้องตัวใหญ่เสมอไปแต่ธรรมดา
มักเป็นตัวที่มีอาวุธประจำตัวดีที่สุดคือ
มีเดือยอันคมและแข็งแรง
ถ้าไก่ชนตัวหนึ่งล้มลงเข้าจะให้มันดื่มน้ำ
เพราะเขาทราบจากความจัดเจนว่า
มักจะมาจากเหตุที่มันกระหายน้ำนั่นเอง
และตามปกติเมื่อมันได้ดื่มน้ำเข้าไปแล้ว
ก็จะดำเนินการชนต่อไปอีก









การชกมวย



ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้อย่างสั้นๆว่า
"การฉลองวัดนี้ มักจะมีการวิ่งวัว
และการกีฬาเครื่องสนุกสนานอย่างอื่นด้วย
เช่น มวยปล้ำและมวยที่ต่อสู้กันด้วยศอก หมัด
ในการชกมวยนั้น นักมวยพันมือของตนด้วย
ด้ายดิบ 3 หรือ 4 รอบ แทนกำวงแหวนทองแดง
" ลาลูแบร์ไม่ได้อธิบายรายละเอียดของการต่อสู้
หรือเวทีการต่อสู้มีสภาพอย่างไรบ้าง
แต่คนไทยปัจจุบันก็รู้จักมวยไทยอย่างดี
เพราะยังคงนิยมจัดให้มีการแข่งขันกันเสมอๆ
และกลายเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง 
มวยไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากมวยสากล
ในประเด็นที่ว่ามีกติกาอนุญาตให้ใช้อวัยวะส่วนอื่นๆ
ได้ด้วยเช่นศอก  เข่า  และเท้า เข้าชก ถอง และเตะได้










การวิ่งวัวหรือวิ่งงัว

ลาลูแบร์บันทึกไว้ว่า พวกเจ้านายทรงให้เลี้ยง
และฝึกลูกวัวที่มีลักษณะดีไว้เพื่อวิ่งแข่งตั้งแต่วัว
ยังมีขนาดเล็กๆในการแข่งขันต้องมีพี่เลี้ยง 2 คน
เป็นผู้จูงเชือกสนสะพายจมูกวัวขนาบข้างมาข้างละคน 
และยังมีคนอื่นๆ เป็นระยะคอยผลัดเปลี่ยนคน
วิ่งไปกับวัวด้วยแต่โดยมากในการแข่งขันมักใช้วัวคู่หนึ่ง
เทียบเข้ากับคันไถแข่งกับวัวคู่หนึ่งซึ่งเทียมไถเหมือนกัน
มีคนวิ่งขนาบไปซ้ายขวาเหมือนกับแข่งวัวที่ไม่ได้เทียมไถ
และเพื่อไม่ให้ไถไปครูดกับพื้นดินจึงต้องมีคนอีกคนหนึ่ง
คอยยกไถขึ้นไว้แล้ววิ่งตามไปและต้องจัดคนเปลี่ยน
คนยกคันไถนั้นเป็นระยะๆ
การวิ่งและวิ่งกันภายนอกหลักเขตที่กำหนดไว้
โดยให้วิ่งเวียนขวาไปในทางเดียวกัน
นับเป็นการแข่งขันที่ต้องร่วมมือกันทั้งคนจูงวัว
ตัววัวเอง และคนยกคันไถด้วย










การแข่งเรือ

ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ การแข่งเรือที่จัดขึ้น
เพื่อให้เขาได้ชมนับเป็นการแสดงอย่างหนึ่ง
ของไทยเขาได้บันทึกไว้ว่า 
ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า การแข่งเรือที่เขาเอื้อเฟื้อจัดให้
เราชมนั้นจะนับเนื่องว่าเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง
ด้วยหรือไม่เพราะในทรรศนะของชาวสยามนั้น
การแข่งเรือเป็นกีฬามากกว่าจะเป็นการละเล่น 
ชาวสยามเลือกเรือยาว 2 ลำ มาเปรียบส่วนสัดให้เท่ากัน
ทุกอย่าง แล้วก็แบ่งออกเป็นสองพวก
เพื่อพนันขันต่อกันครั้นแล้วคณะกรรมการก็ลุกขึ้นยืน
ทำจังหวะเร่งเร้า ไม่เพียงแต่จะกระทบ
ปลายตะขาบอันทำด้วยไม้ไผ่ปล้องยาว
ที่ถืออยู่ในมือเท่านั้น ยังส่งเสียงร้องหนุน
และโยกไหวไปทั้งเนื้อตัวอีกด้วย พวกฝีพายก็ปลุกใจ
ตัวเองด้วยการส่งเสียงร้องอย่างน่าเกรงขาม
พวกคนดูที่เล่นพนันขันต่อไว้ก็เปล่งเสียงร้อง
ออกท่าทางราวกับว่าลงไปพายร่วมกับเขาด้วย
มีบ่อยๆที่เขาไม่มอบหน้าที่คณะกรรมการ
ให้จังหวะแก่ฝีพาย แต่หัวหน้าพวกนั้นทั้งสองข้าง
จะชิงเข้าทำหน้าที่เสียเอง









การเล่นไม้สูง

ลาลูแบร์บันทึกว่า พระมหากษัตริย์ไทยโปรด
การแสดงไม้สูงมากทางราชสำนัก
มักจัดให้มีการแสดงถวายทอดพระเนตรเสมอ
โดยเฉพาะขณะแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรี
และการเล่นไม้สูงของชาวไทยแสดงได้ดีมากด้วย
แต่ลาลูแบร์ไม่ได้ตั้งใจดูอย่างจริงจังเพราะเขาสนใจ
การแสดงงิ้วมากกว่าการแสดงอื่นๆ
อย่างไรก็ตามเขาได้อธิบายการเล่นไม้สูงแบบต่างๆ
ไว้คือ

แบบแรก พวกไม้สูงสยามปักลำไม้ไผ่ลงในดินและ
ที่ปลายลำแรกก็ผูกไม้ไผ่เข้าอีกลำหนึ่ง
และปลายลำที่ 2 ก็ผูกลำที่ 3  ต่อขึ้นไป
และปลายลำที่ 3 นั้นติดห่วงวงกลม
เป็นทำนองกรอบไม้แร็กเก้ตกลมที่ด้ามยาวมาก
ฉะนั้นผู้แสดงจับสองด้านขอบห่วงไว้มั่นด้วย
มือทั้งสองวางศีรษะของตนไว้ที่ขอบล่างด้านใน
แล้วยกชูเท้าขึ้นชี้ฟ้าและอยู่ในท่าเช่นนี้
ตั้งชั่วโมงหรือบางทีก็ชั่วโมงครึ่ง
ครั้นแล้วก็หย่อนเท้าข้างหนึ่งลงมาเหยียดตรงที่ตน
วางศีรษะตั้งอยู่โดยมิได้ชักเท้าอีกข้างหนึ่ง
ลงมาเหยียบยันแต่ประการใด
แล้วก็ลงมือแสดงไปตามถนัดของเขา
คือมิได้ยกตัวขึ้นเป็นแต่บิดตัวไขว้
ข้อที่น่ากลัวอันตรายและลำบากอย่างหนึ่งคือ
ลำไม้ไผ่สามลำต่อนั้นโยกเยกอยู่เสมอ
การแสดงลำไม้ไผ่อย่างนี้
ชาวสยามเรียกว่าลอดบ่วง การแสดงไม้สูง
ยังมีอีกแบบหนึ่งไม่ได้ลอดบ่วงแต่เป็นการ
ไต่ลอดบันได โดยใช้ดาบหงายคมขึ้นเป็นขั้นบันได
คือยังมีอีกพวกก็ปักบันไดสูงมากลงกับพื้นดิน
แม่กระไดนั้นเป็นลำไม้ไผ่ส่วนลูกกระไดนั้น
เป็นดาบหงายคมขึ้น เขาปีนขึ้นไปจนสุดกระไดนั้น
แล้วเลี้ยงตัวอยู่แล้วก็ร่ายรำบนคมดาบขุนลูกกระโด
ชั้นสูงสุดยอด โดยไม่มีสิ่งไรจะใช้พยุงตัวได้เลย
ในขณะที่กระไดเอนไปเอนมาราวกับต้นไม
้ที่ต้องลมพัดฉะนั้นครั้นขาลงก็เอาศีรษะลงก่อน
ไต่เลี้ยวลอดคมดาบอย่างรวดเร็ว

ข้าพเจ้าได้เห็นตอนขาลง ไม่ได้ตั้งใจดูเมื่อเขา
อยู่บนดาบชั้นยอดสุดและไม่ได้เข้าไปดูด้วยว่า
ลูกกระไดนั้นเป็นดาบจริงๆด้วยหรือไม่
และถึงจะเป็นดาบจริงก็คงจะไม่คมเลย
นอกจากที่ขั้นต่ำๆ เท่านั้นเพราะอาจมองเห็นได้ง่าย










การเล่นว่าว

"ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืน
ตลอดระยะเวลา 2 เดือน
ของฤดูหนาวและทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเวียน
เปลี่ยนเวรกันถือสายป่านไว้
นั่นเป็นข้อความเกี่ยวกับการเล่นว่าว
ของพระมหากษัตริย์ไทยในจดหมายเหตุ
ของลาลูแบร์ว่าวเป็นการละเล่นของ
หลายประเทศ

จีนเป็นชาติที่นิยมเล่นว่าวมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์
และมีผู้สันนิษฐานว่าไทยคงจะรู้จักการเล่นว่าวมา
ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยการเล่นว่าวปรากฏอยู่ใน
พงศาวดารเหนือพูดถึงพระร่วงว่า พระร่วงนั้น
คะนองนักมักเล่นเบี้ยและว่าว ไม่ถือว่าเป็นท้าวพระยา
เสด็จไปไหนก็ไปคนเดียวนอกจากนั้นยังกล่าวอีกว่า
การชักว่าวของพระร่วงทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก
เพราะว่าวเกิดขาดลอยไปติดที่ยอดประสาทเมืองตองอู
พระร่วงต้องตามว่าวไปถึงเมืองตองอู
การเล่นว่าวโดยทั่วไปเป็นการเล่นในยามว่าง
เพื่อความสนุกสนาน แต่สามารถจัดการแข่งขัน
เพื่อแพ้ชนะกันได้ จึงอนุโลมให้เป็นการแข่งขันกีฬา
พื้นเมืองอีกประเภทหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬานี้เป็นพิเศษ
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ตั้งคณะกรรมการดำเนินการแข่งขัน
และวางระเบียบการเล่นว่าว ณ ท้องสนามหลวง
ไว้ใช้บังคับครั้งแรกในปี พ.ศ.2448 
ปัจจุบันการแข่งว่าว "จุฬา" และ "ปักเป้า"
ณ ท้องสนามหลวงยังคงจัดเป็นประจำทุกปี

นอกจากการละเล่นที่กล่าวมาแล้วนี้
ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์
ได้บันทึกการแสดงและการละเล่นอื่นๆ
ของชาวไทยไว้อีกหลายอย่าง อาทิ, โขน,  ละคร, 
ระบำ, หุ่นกระบอก, 
สกา และหมากรุก เป็นต้น








ข้อมูลจาก :
หนังสือ ที่ระลึกวันสมเด็จพระนารายณ์ 
ฉลองครบรอบสามร้อยปี ไทย-ฝรั่งเศส
ผู้จัดทำ จังหวัดลพบุรี

 
     
 
 
                 
 
 
   
                       
 
 
   
                       
 
 









 450/ 160
   
                       
     
 

 @ลพบุรี
  คลิกเลย ..
     


    




 .